
บทความนี้ สื่อฟรีออนไลน์.com
ขอแนะนำบทความเรื่อง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
Individualized Education Program (IEP)
เป็นไฟล์ PDF
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล IEP กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาเด็กพิเศษอย่างเต็มศักยภาพ
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สังคมไทยให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะทุกเด็กล้วนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับความสามารถและความต้องการของตนเอง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลหรือที่เรียกกันว่า Individualized Education Program หรือ IEP จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลคือเอกสารทางการศึกษาที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนักเรียนแต่ละคนที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา โดยเอกสารนี้จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาของเด็ก เป้าหมายการเรียนรู้ที่ต้องการบรรลุ วิธีการสอนที่เหมาะสม บริการสนับสนุนที่จำเป็น และวิธีการประเมินผลความก้าวหน้า แผน IEP นี้จัดทำขึ้นโดยการทำงานร่วมกันระหว่างครูผู้สอน ผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดตามศักยภาพของตน
ประวัติความเป็นมาของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แนวคิดเรื่องแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเริ่มต้นขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1975 เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือ Education for All Handicapped Children Act ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นกฎหมาย Individuals with Disabilities Education Act หรือ IDEA กฎหมายนี้กำหนดให้โรงเรียนของรัฐต้องจัดการศึกษาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่เด็กที่มีความบกพร่องทุกคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ในประเทศไทย แนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลได้เริ่มมีการนำมาใช้อย่างจริงจังมากขึ้นหลังจากที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 และแผนการศึกษาพิเศษ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560-2564 ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนทุกแห่งจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการศึกษาแบบครอบคลุมหรือ Inclusive Education ที่ให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้ไปด้วยกันในห้องเรียนเดียวกัน
กระทรวงศึกษาธิการได้ออกแนวปฏิบัติและคู่มือการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยมีเป้าหมายให้เด็กเหล่านี้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
ความสำคัญของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผน IEP มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือการทำให้การจัดการศึกษามีความเป็นรายบุคคลอย่างแท้จริง เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านความสามารถ ความสนใจ และความต้องการ การมีแผนการศึกษาที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคนจะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประการที่สองคือการช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับความต้องการและเป้าหมายของเด็ก เมื่อมีแผน IEP ที่ชัดเจน ครูผู้สอนจะทราบว่าควรใช้วิธีการสอนแบบใด ผู้ปกครองจะเข้าใจว่าบ้านควรสนับสนุนอย่างไร และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จะสามารถให้บริการที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กได้
ประการที่สามคือการช่วยในการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของเด็กอย่างเป็นระบบ เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนและวิธีการประเมินที่กำหนดไว้ในแผน ผู้ที่เกี่ยวข้องจะสามารถตรวจสอบได้ว่าเด็กมีพัฒนาการไปในทิศทางที่ต้องการหรือไม่ และสามารถปรับแผนให้เหมาะสมได้ทันท่วงที
ประการที่สี่คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาของบุตรหลาน ผู้ปกครองไม่ใช่แค่ผู้รับทราบข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการศึกษาของบุตรหลานตนเอง การที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน IEP จะช่วยให้พวกเขารู้สึกมีพลังและมีความมั่นใจมากขึ้นในการสนับสนุนการเรียนรู้ของบุตรหลาน
ประการที่ห้าคือการรับประกันสิทธิทางการศึกษาของเด็ก แผน IEP เป็นเอกสารทางกฎหมายที่ระบุบริการและการสนับสนุนที่เด็กมีสิทธิได้รับ ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าโรงเรียนจะต้องจัดหาทรัพยากรและบริการที่จำเป็นให้กับเด็ก
องค์ประกอบสำคัญของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผน IEP ที่ดีจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนที่ทำงานสอดประสานกัน ส่วนแรกคือข้อมูลพื้นฐานของนักเรียน ซึ่งรวมถึงชื่อ นามสกุล อายุ ระดับชั้นที่กำลังศึกษา และข้อมูลการติดต่อของผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของความต้องการพิเศษหรือความบกพร่องของเด็ก เช่น ความบกพร่องทางการเรียนรู้ ความบกพร่องทางสติปัญญา ความบกพร่องทางร่างกาย หรือความบกพร่องทางพฤติกรรม
ส่วนที่สองคือระดับความสามารถปัจจุบันของนักเรียน ซึ่งเป็นการบรรยายถึงสิ่งที่เด็กสามารถทำได้และไม่สามารถทำได้ในปัจจุบัน ทั้งในด้านวิชาการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะสังคม ทักษะการช่วยเหลือตนเอง และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลนี้จะได้มาจากการประเมินโดยครูผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง รวมทั้งจากผลการทำแบบทดสอบมาตรฐานต่างๆ
ส่วนที่สามคือเป้าหมายการเรียนรู้ที่วัดผลได้ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแผน IEP เป้าหมายเหล่านี้ต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง วัดผลได้ และสามารถบรรลุผลได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปจะกำหนดเป้าหมายระยะสั้นที่คาดว่าจะบรรลุได้ภายในไตรมาสหรือภาคเรียน และเป้าหมายระยะยาวที่คาดว่าจะบรรลุได้ภายในปีการศึกษา ตัวอย่างของเป้าหมายที่ดีเช่น นักเรียนจะสามารถอ่านหนังสือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งได้อย่างถูกต้องร้อยละแปดสิบภายในสิ้นภาคเรียน หรือนักเรียนจะสามารถเขียนประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาได้อย่างถูกต้องอย่างน้อยห้าประโยคภายในสิ้นไตรมาส
ส่วนที่สี่คือการปรับเปลี่ยนและการสนับสนุนที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในชั้นเรียน การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ การปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และการให้บริการสนับสนุนพิเศษต่างๆ เช่น การบำบัดทางการพูดและภาษา การบำบัดกิจกรรม การให้คำปรึกษา หรือการช่วยเหลือจากครูผู้ช่วย ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนอาจเป็นการให้เวลาเพิ่มเติมในการทำแบบทดสอบ การใช้แบบทดสอบที่มีตัวอักษรขนาดใหญ่กว่า การอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข หรือการลดจำนวนข้อในแบบฝึกหัด
ส่วนที่ห้าคือการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนปกติ โดยต้องระบุว่านักเรียนจะได้เรียนในชั้นเรียนปกติมากน้อยเพียงใด และในรายวิชาใดบ้าง หลักการสำคัญคือควรให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้เรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะทางสังคมและการยอมรับจากเพื่อนๆ
ส่วนที่หกคือวิธีการประเมินผลความก้าวหน้า ซึ่งต้องระบุอย่างชัดเจนว่าจะใช้วิธีการใดในการวัดว่านักเรียนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น อาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การทำแบบทดสอบ การตรวจผลงาน หรือการบันทึกวิดีโอ นอกจากนี้ยังต้องกำหนดความถี่ในการรายงานผลความก้าวหน้าให้ผู้ปกครองทราบ
ส่วนที่เจ็ดคือแผนการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนที่กำลังจะเปลี่ยนระดับการศึกษาหรือเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังจบการศึกษา แผนนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างราบรื่นและเด็กได้รับการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม
ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
การจัดทำแผน IEP เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนชัดเจนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ขั้นตอนแรกคือการคัดกรองและส่งตัวนักเรียน เมื่อครูหรือผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าเด็กอาจมีความต้องการพิเศษ เช่น มีปัญหาในการเรียนรู้ มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือมีความล่าช้าในการพัฒนา ก็ควรทำการส่งตัวเด็กเพื่อรับการประเมินอย่างเป็นทางการ
ขั้นตอนที่สองคือการประเมินความต้องการพิเศษ ซึ่งจะดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่ประกอบด้วยนักจิตวิทยา นักการศึกษาพิเศษ นักแก้ไขการพูด นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ตามความจำเป็น การประเมินจะครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น สติปัญญา ความสามารถทางวิชาการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเคลื่อนไหว และพฤติกรรม ผลจากการประเมินจะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำแผน IEP
ขั้นตอนที่สามคือการประชุมทีมเพื่อจัดทำแผน IEP การประชุมนี้เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเพราะเป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนข้อมูล สมาชิกในการประชุมจะประกอบด้วยผู้ปกครอง ครูประจำชั้น ครูการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และตัวนักเรียนเองหากมีอายุและความเข้าใจเพียงพอ ในการประชุม ทุกคนจะร่วมกันพิจารณาผลการประเมิน กำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม และวางแผนการสนับสนุนที่จำเป็น บรรยากาศของการประชุมควรเป็นกันเองและให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของผู้ปกครองเป็นพิเศษ
ขั้นตอนที่สี่คือการเขียนแผน IEP อย่างเป็นทางการ หลังจากการประชุม ครูการศึกษาพิเศษหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะเขียนแผน IEP ให้ครบถ้วนตามองค์ประกอบที่กล่าวไว้ข้างต้น แผนที่เขียนเสร็จแล้วจะต้องได้รับการตรวจสอบและลงนามรับรองจากสมาชิกในทีม โดยเฉพาะผู้ปกครองซึ่งต้องให้ความยินยอมก่อนที่จะเริ่มดำเนินการตามแผน
ขั้นตอนที่ห้าคือการนำแผน IEP ไปปฏิบัติ เมื่อแผนได้รับการอนุมัติแล้ว ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการสอนและให้บริการสนับสนุนตามที่ระบุไว้ในแผน การนำแผนไปใช้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูประจำชั้นซึ่งจะต้องปรับวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก
ขั้นตอนที่หกคือการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้า ครูจะต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอและรายงานให้ผู้ปกครองทราบตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในแผน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณาว่าแผนที่วางไว้มีประสิทธิผลหรือไม่
ขั้นตอนสุดท้ายคือการทบทวนและปรับปรุงแผน IEP โดยทั่วไปแผน IEP จะต้องมีการทบทวนอย่างเป็นทางการอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง แต่สามารถทบทวนได้บ่อยกว่านั้นหากจำเป็น เช่น เมื่อเด็กมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อพบว่าแผนที่วางไว้ไม่เหมาะสม ในการทบทวน ทีมจะพิจารณาว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้บรรลุผลหรือไม่ และจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้างในปีการศึกษาต่อไป
บทบาทของผู้ปกครองในการจัดทำและดำเนินการตามแผน IEP
ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในความสำเร็จของแผน IEP เพราะผู้ปกครองคือผู้ที่รู้จักบุตรหลานของตนดีที่สุดและสามารถให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของเด็ก ผู้ปกครองควรเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมการประชุม IEP โดยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของบุตรหลาน จดบันทึกคำถามหรือข้อกังวลที่ต้องการสอบถาม และพิจารณาล่วงหน้าว่าต้องการให้บุตรหลานบรรลุเป้าหมายอะไรในปีการศึกษานี้
ในระหว่างการประชุม ผู้ปกครองควรแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและไม่ลังเลที่จะถามคำถามหากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ ผู้ปกครองมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของโรงเรียนและสามารถเสนอแนวทางทางเลือกอื่นได้ การสื่อสารที่ดีและการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์กับทีมโรงเรียนจะช่วยให้ได้แผน IEP ที่ดีที่สุดสำหรับบุตรหลาน
หลังจากที่แผน IEP ได้รับการอนุมัติแล้ว ผู้ปกครองควรสนับสนุนการดำเนินการตามแผนที่บ้านด้วย เช่น การฝึกทักษะที่เด็กกำลังเรียนรู้ที่โรงเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการให้กำลังใจเด็กอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรติดต่อสื่อสารกับครูเป็นประจำเพื่อรับทราบความก้าวหน้าของบุตรหลานและหารือเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ผู้ปกครองควรเก็บสำเนาของแผน IEP และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้อย่างดี รวมทั้งบันทึกการสื่อสารกับโรงเรียน เอกสารเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการติดตามความก้าวหน้าและอาจจำเป็นหากต้องการขอบริการเพิ่มเติมในอนาคต
สรุปรายละเอียดเป็นรูปภาพได้ดังนี้ ครับ




ขอแนะนำบทความเรื่อง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
Individualized Education Program (IEP)
เครดิต : คุณครูพรฉวี บุตตะโยธี
เป็นไฟล์ PDF