
บทความนี้ สื่อฟรีออนไลน์.com
ขอแนะนำไฟล์ คู่มือการจัดการเรียนรู้
ฐานสมรรถนะเชิงรุก
การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก ทางเลือกใหม่เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยสู่ศตวรรษที่ 21
การศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เมื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล ขณะเดียวกันนักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะและคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความไม่พยายามของครูหรือนักเรียน แต่เป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมที่เน้นการท่องจำความรู้มากกว่าการพัฒนาความสามารถในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้จัดทำเอกสาร “การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก” ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปการเรียนรู้ของไทย โดยเอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยและพัฒนากรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาตอนต้น และเป็นเอกสารประกอบเล่มที่ 12 จากทั้งหมด 13 เล่ม ซึ่งมีเนื้อหาที่ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานไปจนถึงแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับครู ผู้บริหาร และผู้ที่สนใจด้านการศึกษา
ความจำเป็นในการปฏิรูปการเรียนรู้ของไทย
การศึกษาไทยในระยะหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาสำคัญหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ปัญหาแรกคือหลักสูตรที่มีเนื้อหามากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนต้องเรียนเนื้อหาจำนวนมหาศาลในเวลาที่จำกัด ส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปในลักษณะการยัดเยียดความรู้ ครูต้องรีบสอนให้ทันตามหลักสูตรโดยไม่มีเวลาเพียงพอที่จะให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งหรือฝึกปฏิบัติจริง
ปัญหาที่สองคือการจัดการเรียนการสอนที่ยังคงเน้นการบรรยายเป็นหลัก ครูส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการสอนแบบดั้งเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ นักเรียนเป็นผู้รับความรู้อย่างเดียว โดยไม่ได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติหรือแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ การเรียนการสอนในลักษณะนี้ทำให้นักเรียนขาดการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21
ปัญหาที่สามคือระบบการวัดและประเมินผลที่เน้นการท่องจำความรู้เป็นหลัก การสอบส่วนใหญ่เป็นการทดสอบความจำ โดยให้นักเรียนจดจำข้อมูลหรือสูตรสำเร็จต่างๆ แล้วนำมาเขียนตอบในข้อสอบ แทนที่จะเป็นการประเมินความสามารถในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ นักเรียนจึงมุ่งเน้นการท่องจำมากกว่าการเข้าใจ และหลังจากสอบเสร็จก็มักจะลืมความรู้เหล่านั้นไปอย่างรวดเร็ว
ผลสืบเนื่องจากปัญหาทั้งสามประการนี้ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทดสอบทางการศึกษาระดับนานาชาติ เช่น PISA ซึ่งผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่านักเรียนไทยมีความสามารถในการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา นอกจากนี้ นักเรียนยังขาดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น การมีวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และทักษะการสื่อสาร ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน
หลักสูตรฐานสมรรถนะ ทางเลือกใหม่สำหรับการศึกษาไทย
หลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นแนวทางการออกแบบหลักสูตรที่แตกต่างจากหลักสูตรแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ หลักสูตรแบบเดิมมักเน้นความรู้เป็นตัวตั้ง โดยกำหนดเนื้อหาความรู้ที่ผู้เรียนต้องศึกษาเป็นหลัก แล้วจึงมาคิดถึงทักษะและคุณลักษณะที่ต้องการพัฒนาในภายหลัง ในขณะที่หลักสูตรฐานสมรรถนะจะกลับมาเน้นที่ทักษะการทำได้เป็นตัวนำ โดยใช้ทักษะเป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบหลักสูตร แล้วจึงนำความรู้และเจตคติหรือคุณลักษณะต่างๆ มาเป็นทัพหนุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะเหล่านั้น
แนวคิดของหลักสูตรฐานสมรรถนะมีความสอดคล้องกับความต้องการของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาจริง มากกว่าการมีความรู้แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ สมรรถนะในที่นี้หมายถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวมในการปฏิบัติงาน แก้ปัญหา หรือใช้ชีวิตในสถานการณ์จริง ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะจึงไม่ใช่แค่การสอนความรู้หรือทักษะแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาความสามารถโดยรวมที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานหรือการดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ
หลักสูตรฐานสมรรถนะมีข้อได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับหลักสูตรแบบดั้งเดิม ประการแรกคือเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากหลักสูตรนี้เน้นการพัฒนาทักษะเป็นหลัก จึงทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
ประการที่สองคือช่วยลดเนื้อหาความรู้ที่ไม่จำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะจะคัดเลือกเฉพาะความรู้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาสมรรถนะเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องครอบคลุมเนื้อหาทุกรายละเอียดเหมือนหลักสูตรเดิม การลดปริมาณเนื้อหาทำให้ครูและนักเรียนมีเวลามากขึ้นในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและฝึกปฏิบัติจริง แทนที่จะต้องเร่งรีบสอนและเรียนเนื้อหาจำนวนมากแบบผิวเผิน
ประการที่สามคือช่วยลดภาระการสอบที่ไม่จำเป็น เนื่องจากหลักสูตรฐานสมรรถนะเน้นการประเมินความสามารถในการปฏิบัติจริงมากกว่าการท่องจำ การทดสอบจึงเปลี่ยนไปเป็นการประเมินตามสภาพจริงที่ให้นักเรียนแสดงความสามารถผ่านการทำโครงงาน การนำเสนอ หรือการแก้ปัญหาในสถานการณ์จำลอง แทนที่จะเป็นการสอบข้อเขียนแบบเดิมที่เน้นการจดจำ การประเมินในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ลดความเครียดจากการสอบ แต่ยังให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน
ประการสุดท้ายคือส่งเสริมการออกแบบหลักสูตรที่หลากหลาย หลักสูตรฐานสมรรถนะกำหนดเพียงสมรรถนะที่ผู้เรียนต้องบรรลุ โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดว่าต้องสอนเนื้อหาใดเป็นพิเศษ ครูและโรงเรียนจึงมีอิสระในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนและความสนใจของนักเรียน ทำให้การเรียนรู้มีความหลากหลายและตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น
หลักการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างจากการสอนแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน จุดเด่นสำคัญของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะคือการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ซึ่งก็คือสมรรถนะของผู้เรียน แทนที่จะมุ่งเน้นที่กระบวนการหรือปริมาณเนื้อหาที่สอน ครูต้องคิดถึงความสามารถที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นหลัก แล้วจึงออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความสามารถนั้นๆ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะคือการเน้นความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม นักเรียนไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เท่านั้น แต่ต้องสามารถนำความรู้นั้นไปผสมผสานกับทักษะและทัศนคติที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน แก้ปัญหา หรือใช้ชีวิตในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น สมรรถนะด้านการสื่อสาร ไม่ได้หมายถึงแค่การมีความรู้เกี่ยวกับหลักภาษาหรือหลักการสื่อสาร แต่หมายถึงความสามารถในการใช้ภาษาและเครื่องมือการสื่อสารต่างๆ อย่างมีประสิทธิผล รวมถึงการมีทัศนคติที่ดีในการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างเคารพและเหมาะสม
การเน้นการปฏิบัติจริงเป็นอีกหนึ่งหลักการสำคัญของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ นักเรียนต้องได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่นั่งฟังครูบรรยายหรืออ่านตำราเท่านั้น การปฏิบัติจริงนี้อาจเป็นการทำโครงงาน การทดลอง การแก้ปัญหากรณีศึกษา หรือการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ผ่านการลงมือทำจริง นักเรียนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ และได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในชีวิตจริง
การบูรณาการความรู้จากศาสตร์ต่างๆ เป็นอีกหนึ่งลักษณะเด่นของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ในชีวิตจริงเมื่อเราต้องแก้ปัญหาหรือทำงานใดๆ เราไม่ได้ใช้ความรู้จากเพียงวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่ต้องนำความรู้จากหลายศาสตร์มาผสมผสานกัน ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะจึงควรออกแบบกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ใช้ความรู้จากหลายวิชาร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การทำโครงงานเกี่ยวกับการจัดการขยะในชุมชน นักเรียนต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการย่อยสลายของขยะ ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการคำนวณปริมาณขยะ ความรู้ทางสังคมศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนในชุมชน และทักษะการสื่อสารเพื่อรณรงค์ให้คนในชุมชนร่วมมือในการจัดการขยะ
แนวทางการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ 6 แนวทาง
เอกสารฉบับนี้ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะไว้ 6 แนวทาง ซึ่งครูสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและความพร้อมของตนเอง แนวทางทั้ง 6 นี้มีระดับความซับซ้อนและความลึกซึ้งในการพัฒนาสมรรถนะที่แตกต่างกัน ครูสามารถเริ่มจากแนวทางที่ง่ายกว่าแล้วค่อยพัฒนาไปสู่แนวทางที่ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ
แนวทางแรกคือ ใช้งานเดิม เสริมสมรรถนะ เป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดและเหมาะสำหรับครูที่เพิ่งเริ่มต้นปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ ครูสามารถใช้แผนการสอนหรือบทเรียนเดิมที่เคยใช้อยู่แล้ว แต่เพิ่มการสอดแทรกสมรรถนะเข้าไปในบทเรียน ตัวอย่างเช่น ในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องพืช ครูอาจเพิ่มกิจกรรมให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มเพื่อสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสมรรถนะด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการสังเกต นอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับพืชที่เป็นเป้าหมายเดิมของบทเรียน
แนวทางที่สองคือ ใช้งานเดิม ต่อเติมสมรรถนะ เป็นการพัฒนาจากแนวทางแรกโดยไม่เพียงแต่สอดแทรกสมรรถนะ แต่ยังปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้เดิมให้เน้นการพัฒนาสมรรถนะมากขึ้น ครูจะวิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วว่ามีจุดใดบ้างที่สามารถพัฒนาให้เน้นสมรรถนะมากขึ้น แล้วจึงปรับปรุงกิจกรรมเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น หากเดิมให้นักเรียนทำรายงานเดี่ยว อาจปรับเป็นให้ทำรายงานกลุ่มและนำเสนอหน้าชั้นเรียน เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการนำเสนออย่างเต็มที่
แนวทางที่สามคือ ใช้รูปแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสมรรถนะ เป็นการนำรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เช่น การเรียนรู้แบบโครงงาน การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้แบบสืบเสาะ หรือการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครูจะเลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสมรรถนะที่ต้องการพัฒนา แล้วนำมาวิเคราะห์และเพิ่มเติมกิจกรรมที่จะช่วยพัฒนาสมรรถนะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้การเรียนรู้แบบโครงงานในการพัฒนาสมรรถนะด้านการแก้ปัญหาและการสร้างนวัตกรรม โดยให้นักเรียนระบุปัญหาในชุมชน ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา ลงมือทำโครงงาน และประเมินผลลัพธ์
แนวทางที่สี่คือ สมรรถนะเป็นฐาน ผสานตัวชี้วัด เป็นแนวทางที่เริ่มเปลี่ยนจุดเน้นจากเนื้อหามาเป็นสมรรถนะอย่างชัดเจน ครูจะนำสมรรถนะที่ต้องการพัฒนามาเป็นตัวตั้งในการออกแบบการสอน แล้วจึงนำตัวชี้วัดในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องมาผสานเข้าด้วยกัน การออกแบบการสอนในแนวทางนี้จะเริ่มจากการกำหนดสมรรถนะที่ต้องการพัฒนา จากนั้นจึงคิดว่าความรู้หรือเนื้อหาใดบ้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมรรถนะนั้น แล้วจึงนำตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการเข้าด้วยกัน
สรุปรายละเอียดเป็นรูปภาพได้ดังนี้ครับ






























ขอแนะนำไฟล์ คู่มือการจัดการเรียนรู้
เป็นไฟล์ PDF