บทความนี้ สื่อฟรีออนไลน์.com
ขอแนะนำบทความเรื่อง ตะลุยข้อสอบO-NET วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นม.3
เครดิต : เพจครูเอ็ม คณิตศาสตร์
วิธีพิชิตข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ม.3 ให้ได้คะแนนเต็ม พร้อมเทคนิคลัดและแนวข้อสอบที่ออกบ่อย
การสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถือเป็นอีกหนึ่งด่านสำคัญที่นักเรียนทุกคนต้องเผชิญ เพราะผลคะแนนที่ได้จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถและเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หลายคนมักกังวลว่าข้อสอบจะยากเกินไป หรือเนื้อหาที่ต้องอ่านมีมากมายจนไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี แต่หากคุณเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบและรู้จักวิธีการเตรียมตัวที่ถูกต้อง การทำคะแนนให้ได้สูงสุดก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
ข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ม.3 จะครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่ชั้น ม.1 ถึง ม.3 โดยแบ่งออกเป็นสาระสำคัญหลายด้าน ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัด เรขาคณิต สถิติและความน่าจะเป็น ซึ่งแต่ละหัวข้อมีน้ำหนักและความสำคัญแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจกับโครงสร้างข้อสอบจะช่วยให้คุณวางแผนการอ่านและฝึกฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวสอบ O-NET การรู้จักวิเคราะห์แนวข้อสอบที่ออกบ่อยและเทคนิคการทำข้อสอบเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำคะแนนได้มากขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจทุกมุมของการเตรียมสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ม.3 อย่างละเอียด ตั้งแต่การวิเคราะห์โครงสร้างข้อสอบ เนื้อหาที่ควรให้ความสำคัญ ไปจนถึงเทคนิคการทำข้อสอบที่จะช่วยให้คุณมั่นใจในวันสอบจริง
โครงสร้างข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ม.3 ที่ควรรู้ก่อนลงสนามจริง
ข้อสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะมีข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ โดยเป็นข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีเวลาในการทำข้อสอบ 60 นาที ซึ่งหมายความว่าคุณมีเวลาเฉลี่ยประมาณ 1 นาที 30 วินาทีต่อข้อ ดังนั้นการบริหารเวลาจึงเป็นทักษะสำคัญที่คุณต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ
เนื้อหาที่ออกข้อสอบจะแบ่งตามสาระการเรียนรู้ทั้ง 5 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต ซึ่งมักจะมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ของข้อสอบทั้งหมด เนื้อหาจะครอบคลุมเรื่องจำนวนเต็ม ทศนิยม เศษส่วน อัตราส่วน ร้อยละ จำนวนยกกำลัง พหุนาม การแยกตัวประกอบ สมการและอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ลำดับและอนุกรม
สาระที่ 2 คือการวัด จะมีสัดส่วนประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหาเกี่ยวกับหน่วยการวัด การแปลงหน่วย ความยาว พื้นที่ ปริมาตร และปัญหาเกี่ยวกับการวัดในชีวิตประจำวัน
สาระที่ 3 เรขาคณิต มีน้ำหนักประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมเรื่องมุม รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ความสัมพันธ์ของมุมและด้านในรูปเรขาคณิต ทฤษฎีบทพีทาโกรัส การแปลงทางเรขาคณิต พิกัดและกราฟ
สาระที่ 4 สถิติและความน่าจะเป็น มีสัดส่วนประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหาเกี่ยวกับการจัดกลุ่มข้อมูล การหาค่ากลาง ค่าเฉลี่ย ฐานนิยม มัธยฐาน พิสัย ตารางแจกแจงความถี่ กราฟแท่ง กราฟวงกลม และความน่าจะเป็นเบื้องต้น
สาระที่ 5 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ จะแทรกอยู่ในทุกข้อสอบ เน้นการแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร และการนำเสนอข้อมูลทางคณิตศาสตร์
จำนวนและพีชคณิต หัวใจสำคัญของข้อสอบที่ต้องเข้าใจ
เนื้อหาในส่วนจำนวนและพีชคณิตถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของคณิตศาสตร์ระดับมัธยมต้น และมีน้ำหนักคะแนนมากที่สุดในข้อสอบ O-NET คุณจึงต้องให้ความสำคัญกับหัวข้อนี้เป็นพิเศษ
เริ่มต้นที่จำนวนเต็ม ทศนิยม และเศษส่วน คุณต้องเข้าใจการดำเนินการบวก ลบ คูณ หาร และการเปรียบเทียบจำนวนต่างๆ เหล่านี้อย่างแม่นยำ ข้อสอบมักจะออกในรูปแบบโจทย์ปัญหาที่ต้องใช้การคิดคำนวณหลายขั้นตอน เช่น โจทย์เกี่ยวกับการซื้อของ การคำนวณราคาหลังหักส่วนลด หรือการแบ่งปันสิ่งของ
อัตราส่วนและร้อยละเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ออกบ่อยมาก โดยเฉพาะโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในชีวิตจริง เช่น การคำนวณดอกเบี้ย การหาส่วนลด กำไรขาดทุน อัตราส่วนของส่วนผสม คุณควรฝึกทำโจทย์ประเภทนี้ให้คล่องแคล่ว เพราะมักจะมีประมาณ 3-5 ข้อในข้อสอบ
จำนวนยกกำลังเป็นเนื้อหาที่นักเรียนหลายคนยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ คุณต้องเข้าใจกฎของเลขชี้กำลัง เช่น การคูณจำนวนที่มีฐานเดียวกัน การหารจำนวนที่มีฐานเดียวกัน การยกกำลังของจำนวนที่ยกกำลังแล้ว และการยกกำลังของผลคูณหรือผลหาร นอกจากนี้คุณยังต้องเข้าใจเลขยกกำลังที่เป็นลบและศูนย์ด้วย
พหุนามและการแยกตัวประกอบเป็นเนื้อหาที่ท้าทายแต่สำคัญมาก คุณต้องรู้จักการบวก ลบ คูณ และหารพหุนาม รู้จักสูตรการแยกตัวประกอบแบบต่างๆ เช่น การแยกตัวประกอบโดยใช้ตัวประกอบร่วม การแยกตัวประกอบของผลต่างกำลังสอง การแยกตัวประกอบของกำลังสามบวกหรือลบ และการแยกตัวประกอบโดยการจัดกลุ่ม
สมการและอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ คุณต้องเข้าใจวิธีการหาคำตอบของสมการ การตรวจสอบคำตอบ และการแก้อสมการพร้อมทั้งแสดงคำตอบบนเส้นจำนวน
ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปรมักจะออกข้อสอบในรูปแบบโจทย์ปัญหา คุณต้องรู้จักวิธีการแก้อย่างน้อย 2 วิธี ได้แก่ วิธีการแทนค่าและวิธีการกำจัด นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจการแปลโจทย์ปัญหาให้เป็นสมการด้วย
การวัดและการคำนวณที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เนื้อหาเกี่ยวกับการวัดอาจดูเหมือนไม่ยากนัก แต่ข้อสอบมักจะออกในรูปแบบที่ต้องใช้ความเข้าใจเชิงลึกและการคำนวณที่แม่นยำ คุณต้องเชี่ยวชาญการแปลงหน่วยต่างๆ ทั้งในระบบเมตริกและระบบอื่นๆ
การวัดความยาวเป็นพื้นฐานที่สุด คุณต้องรู้จักหน่วยต่างๆ เช่น มิลลิเมตร เซนติเมตร เมตร กิโลเมตร และสามารถแปลงหน่วยได้คล่อง นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจการวัดในหน่วยอื่นๆ เช่น นิ้ว ฟุต หลา ไมล์ สำหรับการแปลงระหว่างระบบ
พื้นที่และปริมาตรเป็นเนื้อหาที่ออกบ่อยและมีคะแนนค่อนข้างมาก คุณต้องจำสูตรการหาพื้นที่ของรูปเรขาคณิตพื้นฐานต่างๆ เช่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมด้านขนาน สี่เหลี่ยมคางหมู สามเหลี่ยม วงกลม และรูปหลายเหลี่ยมอื่นๆ
สำหรับปริมาตร คุณต้องรู้สูตรการหาปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงลูกบาศก์ ปริซึม พีระมิด กระบอก กรวย และทรงกลม นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยปริมาตรกับหน่วยความจุ เช่น ลูกบาศก์เซนติเมตรกับมิลลิลิตร
การวัดมุมก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ คุณต้องเข้าใจหน่วยวัดมุมเป็นองศา รู้จักมุมฉาก มุมแหลม มุมป้าน มุมตรง มุมรอบ และความสัมพันธ์ของมุมต่างๆ เช่น มุมแย้ง มุมภายใน มุมภายนอก มุมประกอบ มุมเสริม
น้ำหนักและมวลเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ควรทำความเข้าใจ คุณต้องรู้จักหน่วยต่างๆ เช่น กรัม กิโลกรัม ตัน และสามารถแปลงหน่วยได้อย่างถูกต้อง โจทย์มักจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหรือการขนส่งสินค้า
เรขาคณิตที่ต้องใช้ทั้งการจำและการเข้าใจ
เรขาคณิตเป็นอีกหนึ่งสาระที่มีน้ำหนักคะแนนสูง และต้องการทั้งการจำสูตรและการเข้าใจแนวคิด คุณต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจคุณสมบัติของรูปเรขาคณิตพื้นฐาน
สำหรับรูปสามเหลี่ยม คุณต้องรู้จักสามเหลี่ยมแต่ละประเภท ได้แก่ สามเหลี่ยมด้านเท่า สามเหลี่ยมหน้าจั่ว สามเหลี่ยมมุมฉาก สามเหลี่ยมมุมแหลม และสามเหลี่ยมมุมป้าน แต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะที่คุณต้องจำ เช่น ผลรวมของมุมภายในสามเหลี่ยมเท่ากับ 180 องศา
ทฤษฎีบทพีทาโกรัสเป็นเนื้อหาที่ออกบ่อยมากและมีประโยชน์อย่างยิ่ง คุณต้องเข้าใจว่าในสามเหลี่ยมมุมฉาก กำลังสองของด้านตรงข้ามมุมฉากจะเท่ากับผลรวมของกำลังสองของด้านประกอบมุมฉากทั้งสอง สูตรคือ a² + b² = c² โดยที่ c คือด้านตรงข้ามมุมฉาก
รูปสี่เหลี่ยมมีหลายประเภทที่คุณต้องทำความเข้าใจ ได้แก่ สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมด้านขนาน สี่เหลี่ยมคางหมู สี่เหลี่ยมรูปว่าว และสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แต่ละรูปมีคุณสมบัติของด้าน มุม และเส้นทแยงมุมที่แตกต่างกัน
วงกลมเป็นรูปเรขาคณิตที่พิเศษและมีศัพท์เฉพาะหลายคำ คุณต้องรู้จักรัศมี เส้นผ่านศูนย์กลาง คอร์ด เส้นสัมผัส ส่วนโค้ง พื้นที่วงกลม ความยาวเส้นรอบวงกลม และความสัมพันธ์ต่างๆ เช่น มุมที่จุดศูนย์กลางกับมุมในส่วนโค้ง
ทรงสามมิติเป็นเนื้อหาที่ต้องใช้จินตนาการเชิงพื้นที่ คุณต้องเข้าใจรูปทรงต่างๆ เช่น ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ลูกบาศก์ ปริซึม พีระมิด กระบอก กรวย และทรงกลม สำหรับแต่ละทรงคุณต้องรู้วิธีหาพื้นที่ผิวและปริมาตร
การแปลงทางเรขาคณิตเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจและใช้งานได้จริง คุณต้องเข้าใจการเลื่อน การหรือการขนาน การหมุน และการสะท้อน รวมถึงการผสมผสานการแปลงหลายแบบ
พิกัดบนระนาบและกราฟเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเรขาคณิตกับพีชคณิต คุณต้องเข้าใจระบบพิกัด การหาระยะทางระหว่างจุดสองจุด จุดกึ่งกลางของส่วนของเส้นตรง และการเขียนกราฟของสมการเชิงเส้น
สถิติและความน่าจะเป็นที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล
สถิติและความน่าจะเป็นเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลและการคาดการณ์ ซึ่งมีประโยชน์มากในชีวิตจริง ข้อสอบจะเน้นการทำความเข้าใจข้อมูลและการตีความหมาย
การจัดกลุ่มข้อมูลและตารางแจกแจงความถี่เป็นพื้นฐานของสถิติ คุณต้องรู้จักการนับความถี่ ความถี่สัมพัทธ์ ความถี่สะสม และการจัดกลุ่มข้อมูลเป็นช่วงชั้น นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจการอ่านตารางแจกแจงความถี่และการหาข้อมูลจากตาราง
ค่ากลางของข้อมูลมี 3 ค่าที่สำคัญ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน และฐานนิยม ค่าเฉลี่ยคือผลรวมของข้อมูลทั้งหมดหารด้วยจำนวนข้อมูล มัธยฐานคือค่ากลางของข้อมูลเมื่อเรียงลำดับแล้ว และฐานนิยมคือข้อมูลที่ปรากฏบ่อยที่สุด คุณต้องเข้าใจว่าแต่ละค่ามีข้อดีข้อเสียและเหมาะสมกับข้อมูลแบบไหน
พิสัยหรือช่วงของข้อมูลคือความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่มากที่สุดกับข้อมูลที่น้อยที่สุด ค่านี้บอกความกระจายของข้อมูลในเบื้องต้น คุณอาจต้องหาพิสัยควอไทล์หรือพิสัยระหว่างควอไทล์ด้วย
การแสดงข้อมูลด้วยกราฟมีหลายรูปแบบ คุณต้องรู้จักกราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟวงกลม ฮิสโทแกรม และแผนภูมิอื่นๆ สำหรับแต่ละแบบคุณต้องเข้าใจว่าเหมาะสมกับข้อมูลประเภทใด อ่านข้อมูลจากกราฟได้อย่างไร และสามารถตีความหมายได้
ความน่าจะเป็นเป็นแนวคิดที่วัดโอกาสของการเกิดเหตุการณ์ คุณต้องเข้าใจว่าความน่าจะเป็นมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 หรือ 0 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ รู้จักการหาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์เดียว และเข้าใจความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ เหตุการณ์แน่นอน และเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้
การนับแบบต่างๆ เป็นพื้นฐานสำคัญของความน่าจะเป็น คุณต้องเข้าใจการเรียงลำดับ การจัดหมู่ และการนับแบบมีเงื่อนไข นอกจากนี้ยังต้องรู้จักหลักการคูณและหลักการบวกในการนับด้วย
เทคนิคการทำข้อสอบให้ได้คะแนนเต็มอย่างมีประสิทธิภาพ
การมีความรู้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ คุณต้องมีเทคนิคในการทำข้อสอบที่ดีด้วยจึงจะทำคะแนนได้สูงสุด เทคนิคแรกคือการบริหารเวลาให้เหมาะสม คุณมีเวลา 60 นาทีสำหรับ 40 ข้อ ซึ่งหมายความว่าคุณมีเวลาเฉลี่ยประมาณ 1 นาที 30 วินาทีต่อข้อ แต่ในความเป็นจริงบางข้อใช้เวลาน้อย บางข้อใช้เวลามาก คุณควรทำข้อที่ง่ายและมั่นใจก่อน แล้วค่อยกลับมาทำข้อที่ยาก
การอ่านโจทย์ให้เข้าใจเป็นทักษะสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม คุณต้องอ่านโจทย์อย่างละเอียด เน้นคำสำคัญ ทำความเข้าใจว่าโจทย์ถามอะไร และข้อมูลที่ให้มาคืออะไรบ้าง บางครั้งโจทย์อาจให้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นเพื่อทดสอบความเข้าใจของคุณ
การวางโจทย์หรือวาดรูปประกอบช่วยให้คุณเห็นภาพและเข้าใจปัญหาได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะโจทย์เรขาคณิตที่การวาดรูปจะช่วยให้คุณเห็นความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น
สรุปรายละเอียดเป็นรูปภาพได้ดังนี้ ครับ









ขอแนะนำบทความเรื่อง ตะลุยข้อสอบO-NET วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นม.3
เครดิต : เพจครูเอ็ม คณิตศาสตร์
ไฟล์ PDF