
บทความนี้ สื่อฟรีออนไลน์.com
ขอแนะนำบทความเรื่อง รายงานการศึกษาวิจัย
สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนไทย การศึกษาวิจัยเชิงลึกเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
วิชาประวัติศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในรายวิชาหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่ดีและการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอดีตของชาติบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยังคงประสบกับความท้าทายหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยนี้จึงได้ดำเนินการสำรวจและวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ดำเนินการในโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจำนวน 150 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยครอบคลุมโรงเรียนในเขตเมืองและชนบทเพื่อให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและสะท้อนภาพรวมของการจัดการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการสำรวจด้วยแบบสอบถามจากครูผู้สอนและนักเรียน การสังเกตการณ์การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน การสัมภาษณ์เชิงลึกกับครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงการวิเคราะห์เอกสารหลักสูตรและแผนการสอนต่างๆ
ผลการศึกษาพบว่าสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยังคงมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ จุดแข็งที่สำคัญคือครูผู้สอนส่วนใหญ่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีครูผู้สอนที่จบการศึกษาเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์หรือสังคมศึกษาโดยตรง ครูเหล่านี้มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนหลายแห่งได้พยายามนำเทคโนโลยีและสื่อการสอนที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยยังพบจุดอ่อนและปัญหาที่สำคัญหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอน ปัญหาแรกที่พบบ่อยที่สุดคือการสอนที่เน้นการท่องจำมากเกินไป โดยครูผู้สอนส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการสอนแบบบรรยายเป็นหลัก มุ่งเน้นให้นักเรียนท่องจำเนื้อหา ชื่อบุคคล วันเดือนปี และเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่เน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์หรือการเชื่อมโยงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์กับสถานการณ์ในปัจจุบัน วิธีการสอนแบบนี้ทำให้นักเรียนหลายคนรู้สึกว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อและไม่เห็นความสำคัญ ส่งผลให้ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้
ปัญหาที่สองที่พบคือการขาดแคลนสื่อการสอนและทรัพยากรการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล แม้ว่าหนังสือเรียนจะมีเพียงพอสำหรับนักเรียน แต่สื่อการสอนอื่นๆ เช่น แผนที่ ภาพประกอบ สื่อมัลติมีเดีย หรือสื่อดิจิทัลที่ทันสมัย ยังมีไม่เพียงพอหรือไม่ได้รับการนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนหลายท่านแสดงความคิดเห็นว่าการขาดสื่อการสอนที่หลากหลายทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่น่าสนใจและจำกัดโอกาสในการพัฒนาความเข้าใจของนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนบางแห่งไม่มีห้องสมุดหรือศูนย์การเรียนรู้ที่มีหนังสือและสื่อเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพียงพอสำหรับให้นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติม
ปัญหาที่สามเกี่ยวข้องกับภาระงานและเวลาในการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนส่วนใหญ่มีภาระงานที่มากเกินไป ทั้งงานสอน งานธุรการ และงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน ทำให้มีเวลาไม่เพียงพอในการเตรียมการสอนอย่างมีคุณภาพหรือพัฒนาสื่อการสอนที่สร้างสรรค์ นอกจากนี้เวลาเรียนที่จัดสรรให้กับวิชาประวัติศาสตร์ก็มีจำกัด โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาที่ประวัติศาสตร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ทำให้ครูไม่สามารถครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดหรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายได้ตามที่ต้องการ
จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่าปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขาดความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เรียนกับชีวิตประจำวันและสังคมปัจจุบัน นักเรียนหลายคนแสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่เรียนในวิชาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวในอดีตที่ไกลตัวและไม่เห็นว่าจะมีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร การขาดความเชื่อมโยงนี้ทำให้นักเรียนไม่สามารถเห็นคุณค่าของการเรียนประวัติศาสตร์และไม่ได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์หรือการเข้าใจสังคมและโลกรอบตัวได้ดียิ่งขึ้น
การศึกษาวิจัยยังพบว่าวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ในวิชาประวัติศาสตร์ยังคงมุ่งเน้นไปที่การทดสอบความจำเป็นหลัก ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นแบบปรนัยที่ถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง วันเดือนปี ชื่อบุคคล และเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่ค่อยมีการประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การตีความเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หรือความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ รูปแบบการประเมินแบบนี้ส่งเสริมให้นักเรียนเน้นการท่องจำมากกว่าการเรียนรู้อย่างแท้จริง และไม่สนับสนุนการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงที่จำเป็นสำหรับการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21
เมื่อพิจารณาถึงหลักสูตรการเรียนการสอนพบว่าเนื้อหาในหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์มีความครอบคลุมและครบถ้วนในระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์ราชวงศ์ ในขณะที่ประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้รับความสำคัญน้อยกว่า นอกจากนี้เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลกก็มีจำนวนจำกัด ทำให้นักเรียนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับบริบททางประวัติศาสตร์ของโลกและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ
จากการสังเกตการณ์การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนมีโอกาสน้อยในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือแสดงความคิดเห็น กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเช่น การทำโครงงาน การจัดนิทรรศการ การศึกษานอกสถานที่ หรือการเชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยาย มีการจัดค่อนข้างน้อยเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร แม้ว่าครูผู้สอนหลายท่านจะตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถจัดได้บ่อยนักเนื่องจากภาระงานที่มากเกินไปและข้อจำกัดด้านงบประมาณ
เมื่อวิเคราะห์ถึงความพร้อมของครูผู้สอนพบว่าครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการสอน อย่างไรก็ตามยังมีความต้องการในการพัฒนาตนเองหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอน การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียน ครูหลายท่านแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมการอบรมหรือพัฒนาตนเองในด้านเหล่านี้ แต่มักประสบปัญหาเรื่องเวลาและโอกาสที่จำกัด นอกจากนี้ยังพบว่าครูบางท่านที่ไม่ได้จบการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์โดยตรงยังขาดความมั่นใจในเนื้อหาบางส่วน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์สากลหรือประวัติศาสตร์ในมิติที่เฉพาะเจาะจง
การศึกษาวิจัยยังได้สำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ผลการสำรวจพบว่านักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์มีความสำคัญและช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับอดีตของชาติและสังคม อย่างไรก็ตามนักเรียนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าการเรียนวิชานี้เป็นเรื่องยากและน่าเบื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องท่องจำรายละเอียดต่างๆ มากมาย นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการจัดการเรียนการสอนที่สนุกสนานและน่าสนใจมากขึ้น มีการใช้สื่อมัลติมีเดีย การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และการเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตจริงมากขึ้น
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดผู้วิจัยได้นำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในหลายด้าน ข้อเสนอแนะแรกคือการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนจากการเน้นการท่องจำไปสู่การเน้นการพัฒนาทักษะการคิดและการวิเคราะห์ ครูผู้สอนควรใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น การสอนโดยใช้คำถามกระตุ้นการคิด การจัดกิจกรรมกลุ่ม การอภิปราย การทำโครงงาน และการนำเสนอผลงาน วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการสร้างข้อสรุปจากข้อมูลที่มีอยู่
ข้อเสนอแนะที่สองเกี่ยวกับการพัฒนาและจัดหาสื่อการสอนที่หลากหลายและมีคุณภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนได้จัดหาสื่อการสอนที่ทันสมัย เช่น สื่อมัลติมีเดีย เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ฉายภาพ หนังสือและเอกสารอ้างอิงที่หลากหลาย รวมถึงการจัดตั้งห้องสมุดหรือศูนย์การเรียนรู้ที่มีความพร้อม นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้ครูได้พัฒนาทักษะในการผลิตและใช้สื่อการสอนอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัลและแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ
ข้อเสนอแนะที่สามคือการส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการและการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ครูผู้สอนควรพยายามเชื่อมโยงเนื้อหาประวัติศาสตร์กับเหตุการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ในท้องถิ่น และชีวิตประจำวันของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญและความเกี่ยวข้องของการเรียนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น การเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับภาษาไทย ศิลปะ ดนตรี หรือภูมิศาสตร์ เพื่อให้การเรียนรู้มีความหมายและครบถ้วนมากขึ้น
ข้อเสนอแนะที่สี่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครูผู้สอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการอบรมและพัฒนาครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการพัฒนาในเรื่องของวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และการประเมินผลที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านเครือข่ายครูหรือชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
ข้อเสนอแนะที่ห้าคือการปรับปรุงรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ ควรลดการเน้นการทดสอบความจำและเพิ่มการประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การตีความ และการประยุกต์ใช้ความรู้ ควรใช้รูปแบบการประเมินที่หลากหลาย เช่น การประเมินจากการทำโครงงาน การนำเสนอ การเขียนรายงาน การอภิปราย และการประเมินตนเองและเพื่อน นอกจากนี้ข้อสอบควรมีคำถามที่กระตุ้นการคิดวิเคราะห์และการตีความมากกว่าคำถามที่ถามเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น
ข้อเสนอแนะที่หกเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตร ควรพิจารณาเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เห็นภาพที่ครบถ้วนของประวัติศาสตร์มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงประวัติศาสตร์การเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ควรเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองที่กว้างไกลและเข้าใจบริบทของโลก รวมถึงควรปรับเนื้อหาให้มีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้ครูสามารถเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่นและความสนใจของนักเรียนได้
การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนไทยมุมมองจากครูและนักเรียน
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์นั้นมักมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน รวมถึงวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความสนใจของนักเรียนในเนื้อหาประวัติศาสตร์ การวิจัยลักษณะนี้มักจะสำรวจประเด็นต่าง ๆ เช่น
- วิธีการสอน : การวิจัยพบว่าการสอนประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพไม่ได้อาศัยการบรรยายเพียงอย่างเดียว การสอนที่เน้นการปฏิสัมพันธ์ เช่น การอภิปราย การวิเคราะห์กรณีศึกษา การใช้แหล่งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เช่น เอกสาร ภาพถ่าย และการเล่าเรื่อง ช่วยเพิ่มความเข้าใจและทำให้เนื้อหาประวัติศาสตร์มีชีวิตชีวามากขึ้น
- การใช้เทคโนโลยี : การใช้เทคโนโลยี เช่น สื่อการสอนดิจิทัล หรือแอปพลิเคชันที่สามารถจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาประวัติศาสตร์อย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงการใช้วิดีโอ บทเรียนออนไลน์ และการเรียนรู้ผ่านเกม สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนสนใจวิชาประวัติศาสตร์มากขึ้น
- การพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ : การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และวิจารณ์เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ สร้างความเข้าใจในความเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงความรู้ประวัติศาสตร์กับสถานการณ์ในปัจจุบัน
- ความท้าทายในการสอน : การวิจัยพบว่าการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ยังคงเผชิญความท้าทาย เช่น ทัศนคติของนักเรียนที่มองว่าประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องท่องจำซึ่งยากและไม่น่าสนใจ การแก้ปัญหานี้จึงควรเน้นการจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน
- ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม : บรรยากาศในการเรียนการสอน รวมถึงจำนวนนักเรียนในห้องเรียน และสภาพแวดล้อมในการจัดการเรียนการสอน มีผลต่อการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของนักเรียน
การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ความท้าทายและแนวทางพัฒนาสู่การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิจัยสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาและโอกาสในการปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยสามารถวางแผนการวิจัยได้ดังนี้:
1. กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย
- กำหนดปัญหาและคำถามวิจัย เช่น ความท้าทายในการสอนประวัติศาสตร์อยู่ที่ใด วิธีการสอนที่ใช้ได้ผลหรือไม่ และประสบการณ์ของนักเรียนในวิชานี้เป็นอย่างไร
2. เลือกกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่การศึกษา
- กำหนดกลุ่มตัวอย่าง เช่น ครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ นักเรียนในระดับที่เกี่ยวข้อง หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์
3. วิธีการเก็บข้อมูล
- ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน เช่น
- การสัมภาษณ์ครูและนักเรียน เพื่อเข้าใจประสบการณ์และมุมมอง
- การสังเกตการเรียนการสอนในห้องเรียน เพื่อวิเคราะห์เทคนิคการสอนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน
- การใช้แบบสอบถาม เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและความรู้สึกของนักเรียนในวงกว้าง
4. วิเคราะห์ข้อมูล
- ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ เช่น การวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์และการสังเกต รวมถึงการใช้สถิติเพื่อสรุปผลจากแบบสอบถาม
5. สรุปและนำเสนอผลการวิจัย
- สรุปผลการวิจัยเป็นภาพรวมเกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนการสอน เช่น ปัญหาที่พบ แนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุง หรือแนวคิดการใช้เทคนิคใหม่ ๆ ที่อาจช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น
6. เสนอแนะแนวทางการปรับปรุง
- แนะนำแนวทางที่ช่วยปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน เช่น การใช้เทคโนโลยีเสริมการสอน การสร้างกิจกรรมแบบอินเตอร์แอคทีฟ หรือการใช้สื่อที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน
สรุปใจความได้ดังนี้ครับ





















ขอแนะนำบทความเรื่อง รายงานการศึกษาวิจัย
ดาวน์โหลดไฟล์นำไปศึกษา
จากลิงค์ด้านล่างนี้ นะครับ